แพ้ท้องหนักแค่ไหน…ถึงเรียกว่า “ผิดปกติ”?

สังเกตอาการ Hyperemesis Gravidarum ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรมองข้าม

แพ้ท้องหนักผิดปกติหรือยัง? รู้จัก Hyperemesis Gravidarum พร้อมสัญญาณอันตราย

แพ้ท้องหนักจนกินไม่ได้ อาเจียนตลอด น้ำหนักลด อาจไม่ใช่อาการแพ้ท้องธรรมดา เรียนรู้สัญญาณของ Hyperemesis Gravidarum และรู้ว่าเมื่อไรควรรีบไปโรงพยาบาล

อาการแพ้ท้องเป็นเรื่องปกติที่พบได้ในคุณแม่ตั้งครรภ์ โดยเฉพาะช่วง ไตรมาสแรก (อายุครรภ์ประมาณ 6–12 สัปดาห์) หลายคนมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนในตอนเช้า บางรายอาจเป็นตลอดวัน แต่อาการยังสามารถรับประทานอาหารและดื่มน้ำได้

บทความนี้จะช่วยให้คุณแม่และครอบครัวแยกความแตกต่างระหว่าง “แพ้ท้องธรรมดา” กับ “แพ้ท้องรุนแรง” เพื่อไม่ให้ละเลยสัญญาณอันตราย

Hyperemesis Gravidarum คืออะไร?

Hyperemesis Gravidarum (HG) คือภาวะแพ้ท้องที่รุนแรงกว่าปกติ ทำให้คุณแม่อาเจียนบ่อยจนเกิดภาวะขาดน้ำ เสียสมดุลเกลือแร่ และน้ำหนักลด ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพของทั้งคุณแม่และทารกหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

แม้ว่าจะพบไม่บ่อยเมื่อเทียบกับอาการแพ้ท้องทั่วไป แต่เป็นภาวะที่ไม่ควรมองข้าม

แพ้ท้องธรรมดา VS แพ้ท้องรุนแรง

แพ้ท้องทั่วไปแพ้ท้องรุนแรง (HG)
คลื่นไส้เป็นช่วง ๆคลื่นไส้แทบตลอดเวลา
อาเจียนวันละ 1–3 ครั้งอาเจียนหลายครั้งต่อวัน
ยังรับประทานอาหารได้กินหรือดื่มแทบไม่ได้
น้ำหนักคงที่น้ำหนักลดอย่างชัดเจน
ไม่มีภาวะขาดน้ำมีอาการขาดน้ำ อ่อนเพลียมาก

สัญญาณที่ควรรีบไปพบแพทย์

หากคุณแม่มีอาการต่อไปนี้ ไม่ควรรอดูอาการเอง

  • อาเจียนทุกครั้งที่กินอาหารหรือดื่มน้ำ
  • รับประทานอาหารไม่ได้เกิน 24 ชั่วโมง
  • ดื่มน้ำไม่ได้
  • ปัสสาวะน้อยลงหรือมีสีเข้ม
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม
  • น้ำหนักลดมากกว่าก่อนตั้งครรภ์
  • ใจสั่น อ่อนเพลียผิดปกติ
  • อาเจียนมีเลือดปน
  • มีไข้ร่วมกับอาเจียน
  • ปวดท้องรุนแรง

อาการเหล่านี้อาจบ่งบอกถึงภาวะขาดน้ำหรือความผิดปกติอื่น ๆ ที่ต้องได้รับการประเมินโดยแพทย์

สาเหตุของภาวะแพ้ท้องรุนแรง

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เช่น

  • ระดับฮอร์โมน hCG ที่สูง
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน
  • การตั้งครรภ์แฝดเคยมีประวัติแพ้ท้องรุนแรงในการตั้งครรภ์ก่อน
  • มีประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นตั้งครรภ์ครั้งแรก

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น

  • ภาวะขาดน้ำ
  • เกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ
  • ขาดสารอาหาร
  • น้ำหนักลดมากอ่อนเพลียจนใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้
  • ต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือ

แพทย์รักษาอย่างไร?

แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ เช่น

  • ให้ยาลดคลื่นไส้ที่ปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์
  • ให้น้ำเกลือและเกลือแร่ทางหลอดเลือด
  • ประเมินภาวะขาดสารอาหาร
  • ติดตามน้ำหนักและการเจริญเติบโตของทารก
  • ในรายที่รุนแรงอาจต้องนอนโรงพยาบาล

ไม่ควรซื้อยารับประทานเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร

วิธีบรรเทาอาการแพ้ท้องเบื้องต้น

หากยังเป็นอาการแพ้ท้องทั่วไป คุณแม่สามารถลองดูแลตัวเองได้ ดังนี้

  • รับประทานอาหารครั้งละน้อย แต่บ่อยครั้ง
  • อย่าปล่อยให้ท้องว่างนาน
  • ดื่มน้ำทีละน้อยแต่บ่อย ๆ
  • เลือกอาหารย่อยง่าย
  • หลีกเลี่ยงอาหารมันหรือกลิ่นที่กระตุ้นอาการ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ

หากอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง ควรพบแพทย์ทันที

อาการแพ้ท้องเป็นเรื่องปกติของการตั้งครรภ์ แต่หากอาเจียนรุนแรง รับประทานอาหารและดื่มน้ำไม่ได้ น้ำหนักลด หรือเริ่มมีอาการขาดน้ำ ไม่ควรคิดว่าเป็นเพียงอาการแพ้ท้องธรรมดา เพราะอาจเป็น Hyperemesis Gravidarum ที่ต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว

การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะแรกและรีบพบแพทย์เมื่อมีสัญญาณอันตราย จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและทำให้คุณแม่ผ่านช่วงตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัย

หากคุณแม่แพ้ท้องรุนแรงจนเดินทางไปโรงพยาบาลลำบาก

AUNJAI MATE (อุ่นใจเมท) ให้บริการรับ-ส่งคุณแม่ตั้งครรภ์ไปโรงพยาบาล พร้อมดูแลตั้งแต่รับที่บ้าน พาไปพบแพทย์ ติดต่อขั้นตอนต่าง ๆ และอยู่เป็นเพื่อนตลอดการรักษา เพื่อให้คุณแม่และครอบครัวอุ่นใจในทุกการเดินทาง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

แพ้ท้องหนักทุกคนต้องนอนโรงพยาบาลไหม?

ไม่จำเป็น หากยังรับประทานอาหารและดื่มน้ำได้ แพทย์อาจให้ยากลับมารับประทานที่บ้าน แต่หากมีภาวะขาดน้ำหรืออาเจียนรุนแรง อาจต้องนอนโรงพยาบาล

แพ้ท้องรุนแรงเป็นอันตรายต่อลูกหรือไม่?

หากได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่สามารถดูแลการตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัย แต่หากปล่อยไว้นานจนขาดน้ำและขาดสารอาหาร อาจส่งผลต่อสุขภาพของคุณแม่และการตั้งครรภ์ได้

อาการแพ้ท้องจะหายเมื่อไร?

ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 (ประมาณ 14–16 สัปดาห์) แต่บางรายอาจมีอาการต่อเนื่องจนคลอด

ดื่มน้ำไม่ได้เลยควรทำอย่างไร?

ควรรีบไปโรงพยาบาล เพราะเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำและอาจจำเป็นต้องได้รับน้ำเกลือ

Discover more from AUNJAI MATE

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading